Yellowmama,Used Guitar,Santa cruz Guitar,Furch Guitar
  • © Coryright all right reserved. xhtml css
  • Online / visit : / sitemap

YELLOW ARTICLE

head-scgc

Santa cruz Guitars 30 Years of fine instrument กับบทสัมภาษณ์ Richard Hoover

จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 30 ปีก่อน Santa Cruz คือ ผู้บุกเบิกในการทำกีต้าร์ยุคใหม่ ด้วยการผสมผสานระหว่าง แบบแผนดั่งเดิม กับความนำสมัย บริษัทเติบโต จนเป็นผู้ผลิตชั้นนำ ของการสร้างกีต้าร์แบบสั่งทำ เรามาคุยกับ Richard Hoover เกี่ยวกับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพวกเค้า

หากจะพูดถึงประวัตศาสตร์โดยย่อของ กีต้าร์สั่งทำของอเมริกา ชื่อของ Santa Cruz น่าจะพิเศษกว่าใคร ในแง่ของ ผู้นำ, คุณภาพในการสร้าง, โทน, และเค้า คือช่างทำกีต้าร์ที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ ถึงแม้ Santa Cruz จะไม่ใช่ผู้นำในตอนเริ่มต้น แต่พวกเค้าก็ใช้เวลาไม่มากนัก ที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะผู้ผลิตกีต้าร์สายพันธ์ใหม่ พวกเค้าคือ บุปฝาชนที่นำเอาความรู้จากฝีมือยุคเก่า มาพัฒนาตามที่ใจปารถนา

Richard Hoover มีถิ่นกำเนิดใน แคลิฟอเนียร์ตอนกลาง เค้าเฝ้าฝันถึงแต่กีต้าร์ และการเล่นเท่านั้น ชื่อที่เค้าใช้ในการแสดงคือ Otis B Rodeo ตั้งแต่ปี 1972 เมื่อเค้าเดินทางมาถึงเมือง Santa Cruz ทุกคนรู้จักเค้าในฐานะ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัย แคลิฟอเนียร์ นักโต้คลื่น เมื่อครั้งที่กีต้าร์ Martin D-28 ถูกขโมย เค้าไม่มีเงินที่จะซื้อมันใหม่ จึงทำให้เค้าค้นพบ Bruce MaGuire ช่างทำกีต้าร์คลาสสิค เพื่อเรียนการทำกีต้าร์พื้นฐาน จากนั้นไม่นานเค้าก็เริ่มต้นสร้างและซ่อมกีต้าร์ ซึ่งหลังจากนั้นก็ทำให้เค้าได้เป็นหุ้นส่วนกับช่างทำ Mandolin อย่าง David Morse และ นัก ไวโอลิน ชื่อดังในเวลาต่อมาอย่าง Darol Anger

รากของ Santa Cruz นั้น ได้หยั่งรากลงสู่ดินเมื่อปี 1976 ระหว่างหุ้นส่วนคือ Richard Hoover, William Davis, Bruce Ross (ทั้ง Davis และ Ross นั้นเป็นช่างซ่อมกีต้าร์ในร้านท้องถิ่น) บริษัทคนหนุ่มเหล่านี้ ขับเคลื่อนด้วยชายหนุ่มทั้งสาม ที่มีความต้องการที่จะสร้างกีต้าร์ สำหรับนักเล่นกีต้าร์ Acoustic ยุคต่อไป ตัวอย่างเช่น Tony Rice ผู้ปฏิวัติวงการ Flat Picking หรือนักกีต้าร์ Finger Style อย่าง Duck Baker, Dale Miller, Will Ackerman ซึ่งกระจัดการะจายอยู่ตามสังกัดเพลงอย่าง Kicking Mole และ Windham Hill Records เมื่อครั้งนั้น กีต้าร์สายเหล็กยังมีแค่ผู้ผลิตรายใหญ่ๆอย่าง Martin, Gibson, Guild เท่านั้น ส่วนโรงงานเล็กๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะรับทำกีต้าร์ ซึ่งก็มีตลาดอยู่เพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่จะเสนอทางเลือกที่ดีกว่า แม้กระทั่ง Santa Cruz เอง กีต้าร์ตัวแรกก็เป็นแค่ทรง Dreadnought ตัว Hoover เองและเพื่อนๆ เลือกที่จะใช้ไม้ KOA มาทำด้านข้างและหลัง ซึ่งสไตล์ก็ยังเป็นแบบที่คุ้นเคยดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีต้าร์แบบ Vintage ซึ่งเสียงตอบรับ ก็ยังออกมาในแบบข้องใจ เพราะในช่วงยุค ’70 คุณภาพโดยรวมยังไม่ได้ถูกเน้นมากนัก

สำหรับทุกๆโรงงานผลิตกีต้าร์ในอเมริกา นักเล่นก็ยังต้องมองหากีต้าร์ที่ให้เสียงที่ดี หรือแม้กีต้าร์สั่งทำก็เถอะ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ชื่อที่ติดบนหัวกีต้าร์ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีถึงความน่าพอใจ

ความผสมผสานระหว่างหุ้นส่วน การทำงานหนัก ไอเดีย ใหม่ๆ อีกทั้งความสามารถ ที่จะต้อง ดึงนักเล่นที่ดี ให้หันมาสนใจ จึงทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่กำไร ก็ยังน้อยมาก ในช่วงเริ่มต้น ในปี 1978 นั่งเอง Davis ก็ตัดสินใจที่จะไปเสี่ยงโชค โดยสุดท้ายก็ไปจบที่ Industrial Light Magic ของพ่อมดอย่าง George Lucas จึงเหลือแค่ชายหนุ่มทั้งคู่นำบริษัทให้เดินต่อไป ซึ่งก็ทำให้พวกเค้าทดลองปรับเปลี่ยนกับ Dreadnought ต่อไป รวมไปถึงการออกแบบรุ่นใหม่ รุ่น H นั้นตั้งตามชื่อ Paul Hostetter ซึ่งเป็นช่างทำกีต้าร์และแนะว่าพวกเค้าน่าจะลองทำกีต้าร์ตามแบบ Gibson ซึ่งตัวเล็กแต่ค่อนไปทางหนา อย่างรุ่น Nick Lucas ซึ่งนั่น เป็นการสร้างกีต้าร์ตัวแรก ของทางโรงงาน ที่ไม่ใช่ทรง Dreadnought และ นั่นก็หมายถึง คุณสามารถสั่งชนิดของไม้, การ cutaway, ขนาดของคอ และอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้เรา สามารถสร้างกีต้าร์ได้หลากหลายความต้องการ แม้จะมีเพียงแค่ สองรุ่นเท่านั้น

Santa Cruz ใช้เวลาในปีต่อๆมา ในการสร้างแคตตาล็อกให้มีความหลากหลาย เหมือนอย่างที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น OM, OO 12 fret, OOO , และ Dreadnought ซึ่งเป็นการสดุดีแด่ Martin อีกทั้งรุ่น Vintage Jumbo, Vintage Southerner , และ RS ซึ่งออกแบบตามประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Gibson แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการออกแบบรุ่นที่ไม่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยอย่าง F,และ FS ที่เป็น small jumbo สำหรับ Fingerstyle อีกทั้งรุ่น PJ กีต้าร์ขนาดเล็กที่มีเสียงใหญ่จนคุณต้องตะลึง และอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ที่เป็นกีต้าร์ขนาดท่องเที่ยวคือรุ่น Firefly รวมไปถึงรุ่น Signature อย่าง Tony Rice, Janis Ian, Sonia, Bob Bozman ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โรงงานเอาใจใส่ที่จะผลิตกีต้าร์ ให้ตรงตามความต้องการของศิลปิน ให้มากที่สุด นอกเหนือจากกีต้าร์ acoustic ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี Santa Cruz ยังผลิตกีต้าร์แบบ Archtop ขนาด 16”, 17”, 18” หรือหากคุณมองหาความแปลกใหม่แล้วละก็ Mandocello คือความแปลกใหม่ในขนาด Dreadnought

ผ่านไปสามสิบปีกับธุรกิจนี้ Richard Hoover สามารถพูดได้ว่า เค้าเป็นหนึ่ง ในผู้ผลิตกีต้าร์รายย่อย ที่มี วิสัยทัศน์ ผ่านร้อนผ่านหนาว จนสามารถ สร้างมาตรฐานให้กับวงการกีต้าร์ Hi-End ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียงหรืองานฝีมือ และปัจจุบันในฐานะผู้บริหารเพียงหนึ่งเดียวก็ยังไล่ตามความฝันของเค้า ไม่ว่าจะเป็นการรับโทรศัพท์ ทำงานในช็อบ หรือว่าเดินทางไปยังที่ต่างๆเพื่อหาไม้ ไปให้ความรู้กับนักเล่นตามร้านตัวแทนจำหน่ายในที่ต่างๆ และในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้เค้าก็ได้สะท้อนชีวิตของช่างทำกีต้าร์ที่ผ่านงานมากว่า สามทศวรรษ ธุรกิจที่เติบโตขึ้น ก้าวย่างที่เป็น และอนาคตที่กำลังจะเข้ามา

head-scgc

อะไรคือประวัติศาสตร์ที่เด่นชันที่สุดของ Santa Cruz

น่าจะเป็นการร่วมงานกับ Tony Rice แต่นั่นก็ไม่ใช่การร่วมงานเพียงแค่เพียงคนเดียว Tony Rice , Eric Clapton คือสิ่งที่เราได้กลับมา จากการที่เราลงโฆษณาขนาดเท่าโปสการ์ด ในหนังสือ Fret Magazine ซึ่งไม่ค่อยมีใครชอบเรานักในขณะนั้น แต่เรากลับได้รับจดหมายจาก Eric Clapton ซึ่งมีเนื้อความว่า

“ผม ได้เห็นกีต้าร์ของพวกคุณ และมันสวยงามมาก ทำอย่างไร ผมถึงจะได้เห็นมัน แบบตัวเป็นๆ”

ตอนนั้นเราไม่รู้แม้กระทั่งวิธีต่อโทรศัพท์ทางไกลด้วยซ้ำ แต่เราก็คิดออกว่า เราควรจะสร้างกีต้าร์สักสามตัวให้เค้า และนั่นก็น่าจะสักราวปี ’77 –’78 และมันก็คือจุดเริ่มต้น มันทำให้เราบอกนักเล่น Bluegrass ทั้งหลายว่า Tony Rice และ Eric Clapton เค้ารู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไร

กีต้าร์รุ่นต่างๆของคุณมีพื้นฐานส่วนใหญ่มากจากกีต้าร์ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้ง Martin, Gibson แต่มันก็ไม่ได้ถูก ก็อปปี้มาทั้งหมด คุณจะบอกถึงความแตกต่างของพวกมันยังไง

ผมไม่ได้ต้องการจะเลียนแบบใครด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือ ทำให้มันพัฒนาขึ้นไป อีกต่างหาก เพราะผมรู้สึกว่า หากเราทำให้มันก้าวหน้าด้วยรูปแบบที่คนคุ้นเคย เช่น Dreadnought, OM, H คนก็จะหยิบมันมาลองเล่น หากแต่ถ้ารูปทรงมันประหลาดเกินไป คนก็อาจจะไม่สนใจมันเลย ดังนั้น แทนที่เราจะออกแบบมันใหม่ทั้งหมด เราตัดสินใจ ที่จะเก็บรูปแบบภายนอกไว้ แล้วกลับเข้าไปพัฒนาภายในแทน เมื่อเวลาที่ผมทำงาน เราต้องคิดถึงความสำคัญที่เราทำร่วมกัน เมื่อครั้งที่ยังทำงานกันสามคน พวกเรา คิดค้นสิ่งที่เจ๋งมากๆ จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังใช้มันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โครงสร้าง หรือสิ่งอื่นๆ ปัจจัยสำคัญก็คือ การที่จะควบคุมเสียงซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกๆผู้ผลิต การสร้าง และปรับแต่งช่องว่าง ระหว่างไม้หน้าและหลัง, บอดี้ที่ลู่ลงไป, ขนาดของ Sound hole

ทั้งหมดคือเรื่องของการควบคุมเสียงซึ่งจะบ่งบอกว่าเสียงกีต้าร์ตัวนั้นจะเป็นแบบไหน

head-scgc

แล้วคุณนิยามว่า Santa Cruz มีสียงแบบไหน และ มันเปลี่ยนไปบ้างมั๊ย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และจุดเริ่มต้น ยังเป็นจุดมุ่งหมายเดิม ที่คุณยังเดินอยู่หรือไม่

สิ่งที่ผมเรียนรู้เป็นสิ่งแรกก็คือ ไม่มีกีต้าร์ตัวไหนที่ทำให้ทุกคนชื่นชอบได้หมด ดังนั้นคุณต้องสร้างกีต้าร์ที่ให้เสียงครอบคลุมได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะสว่างไปจนมืด หรือหากเทียบเป็นเสียงก็ต้องแหลมไปทุ้ม แต่ต้องสมดุลย์กันด้วย ผมสามารถสร้างความแตกต่างของโทนได้มากมาย รวมไปถึงความสมดุลย์ เพื่อให้เหมาะกับความชอบในแต่ละคน ด้วยการปรับแต่งโครงสร้าง ความห่างระหว่างไม้หน้าและหลัง ซึ่งคุณสามารถสร้างความสลับซับซ้อนของโทนได้อีกมากมาย รวมไปถึงหางเสียงด้วย และด้วยองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ทำให้เราได้เสียงกีต้าร์ที่มีโทนที่อิ่มแน่นและหางเสียงที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์รุ่นไหนก็ตาม เราสามารถสร้างจากองค์ประกอบพื้นฐานที่กล่าวมาข้างต้น

อะไรทำให้คุณแน่ใจว่า ลูกค้าของคุณจะได้เสียงตามที่เค้าต้องการเมื่อสั่งทำกีต้าร์กับคุณ ในเมื่อทุกคนรู้ว่าเค้าชอบสียงแบบไหน แล้วทำไมไม่หากีต้าร์ที่มีอยู่ในท้องตลาด แล้วก็เลือกตัวที่คุณเล่นถนัด

ผมอาจจะตอบ ใช่ ก็ได้ หากมองแบบทั่วๆไป แต่ไม่ใช่กับ Santa Cruz ผมรู้จักเสียงที่หลากหลาย แต่มีคนไม่มากนัก ที่สามารถสร้างเสียงเหล่านั้นได้ มีคนมากมายที่ลองเคาะฟังเสียงเป็น เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ แต่นานเท่าไหร่ กว่าที่คุณจะมีประสบการณ์ จนสามารถการันตีความพอใจให้กับลูกค้าได้

คุณมีวิธีเลือกไม้อย่างไร

โดยพื้นฐานแล้วน่าจะเป็นเรื่องความกังวาล บวกกับประสบการณ์ รวมไปถึงข้อมูลทั่วๆไป เช่น Rosewood ให้เสียง Dark กว่า Warm กว่า และ Mahogany ให้สียงใสสว่างกว่า ส่วน Maple จะยิ่งใสขึ้นไปอีก สิ่งที่ต้องพูดถึงอีกหน่อยก็คือ รูปแบบของธุรกิจเราเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ ความกังวาล มาจากสิ่งที่เราเลือกใช้เช่น Indian Rosewood ที่ปลูกขึ้น หรือ Sitka หรือ European Spruce นั้นสำคัญมาก เราต้องหาไม้ที่มีอายุมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้กีต้าร์เก่า เสียงดีกว่ากีต้าร์ใหม่ที่ความชื้นในไม้ไม่หลงเหลืออีกต่อไป และแน่นอนที่สุดเราย่อมได้เปรียบหากเราเริ่มต้นจากไม้เก่า

คุณมีความชอบส่วนตัวในกีต้าร์รุ่นไหนของคุณ รวมไปถึงส่วนผสมของไม้แบบไหน

ผมชอบ H-13 ซึ่งเป็น Spruce กับ Mahogany ผมใช้ European spruce เป็นไม้หน้า และ mahogany ที่ให้โทนทางใสโดยรวม

head-scgc

กีต้าร์ของคุณยังมีรูปแบการต่อคอแบบ Dovetail และใช้ Nitrocellulose สำหรับเคลือบผิว คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ

การต่อคอแบบ Dovetail แน่นอนว่ามันเป็นแบบดั้งเดิม แต่มันก็เป็นวิธีที่ง่ายและทำให้คอกับตัวกีต้าร์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุผลที่สำคัญอีกอันก็คือ เราสามารถเพิ่มมวลให้กับคอกีต้าร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น Peghead ที่มีขนาดใหญ่, Tuner ขนาดใหญ่, ไม้ที่มีเนื้อแน่น เสียงที่ได้ก็จะชัดเจนขึ้น ซึ่งเหมาะกับ Jazz และ Fingerstyle แต่กลับกันหากคอมีมวลที่น้อยลง เช่นการทำ Slotted head , Tuner แบบเปิด ก็จะทำให้เสียงฟังดูโปร่งขึ้น ซึ่งเข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย หรือแม้แต่มวลที่ Bridge ก็ให้ความแตกต่าง ซึ่ง Dovetail ทำให้เราเล่นกับเรื่องของมวลได้

ส่วน Nitrocellulose เราใช้เพราะเราต้องการความบางของมัน ซึ่งมันจะไม่ลดความกังวาลลง อีกทั้งยังสามารถซ่อมได้ อาจต้องใช้ศิลปะในการซ่อมพอสมควร แต่เราก็สามารถทำให้มันดูเหมือนใหม่ได้ คงไม่มีเรื่องกังขาหากมีของที่ดีกว่าให้เลือกใช้ แต่นาทีนี้บอกได้เลยยังไม่มีอะไรเหมือนมัน

มีขั้นตอนแตกต่างกันอย่างไรเวลาที่คุณเลือกเสียงหรือตกแต่งมัน

อย่างแรกต้องเริ่มจากโครงสร้างและไม้หน้า เพื่อให้ได้ความลงตัวซึ่งกันและกัน สิ่งสุดท้ายต้องใช้คือการเคาะฟังดู การปรับตั้งครั้งที่สอง คือหลังจากการประกอบแล้ว ไม้หน้าอาจจะถูกไสขอบไปรอบๆ

ช่วยบอกขั้นตอนการทำงานของพวกคุณ นั่นหมายถึงว่าพวกคุณหนึ่งคน ต้องทำงานมากกว่าหนึ่งหน้าที่ ซึ่งมันต่างไปจากโรงงานประกอบใช่หรือไม่

ถูกต้องครับแทนที่จะทำขั้นตอนเดียว เราเลือกที่จะให้พวกเค้าทำขั้นตอนที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด การประกอบแบบโรงงานอาจให้ความสามารถในด้านปริมาณ แต่คุณมักไม่ได้ในสิ่งที่คุณต้องการหรอก คุณมักไม่ได้ความสม่ำเสมอกันของเสียง เพราะไม้แต่ละชิ้นย่อมไม่เหมือนกัน หากเราไม่จัดการมันแบบตัวต่อตัว เราก็จะได้ลักษณะเสียงที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่เสียงที่ขัดแย้งกันเอง

ทุกวันนี้คุณทำหน้าที่อะไรในบริษัทบ้าง

ผมทำเรื่องโปรโมทเยอะ เช่นทำ Workshop ที่ร้านตัวแทนจำหน่าย รวมไปถึงงานโชว์ต่าง หรือแม้กระทั่งงานโชว์เครื่องจักร อีกทั้งการจัดซื้อไม้ หรือการลงมือกับกีต้าร์ในช็อป แต่นั่นก็ไม่สามารถทำได้หรือบอกได้ว่าต้องทำอะไรบ้างในทุกวัน

head-scgc

คุณเคยบอกว่าต้องทำต้นแบบด้วยตัวเอง มันเป็นงานที่คุณชอบรึเปล่า

ใช่ แต่อย่างไรก็ดี ผมไม่สามารถทำมันได้ทั้งหมด ผมจะทำในส่วนหลักๆ ส่วนการเคลือบผิวและการปรับตั้งจะทำด้วยทีมงาน

ดูเหมือนว่าคุณจะเชื่อมั่นการทำงานแบบเป็นทีมมากกว่าการทำงานเพียงคนเดียว

ใช่แล้ว ในความเป็นจริงเหตุผลก็คือ ทำอย่างไรผมถึงจะออกไปข้างนอกได้บ้าง ซึ่งผมใช้เวลาถึง 20 ปี ถึงจะคิดมันออก ผมควรทำงานร่วมกับคนอื่น แถมเราสามารถเร่งขั้นตอนได้อีกด้วย และตอนนี้เรามีผู้ผลิตถึง 15 คน และหลายๆคน จบมาจากโรงเรียนสอนทำกีต้าร์ทั้งในอเมริกาเองและในยุโรปด้วย

คิดอย่างไรกับการใช้เครื่อง CNC

CNC นั้นดีมาก แต่ถึงยังไงมันก็เป็นแค่เครื่องมือตัวนึง แต่ก่อนมันจะมาเป็นเครื่องจักรมันก็เริ่มมาจาก แค่เทปกาวที่มีรูเท่านั้น และนี่คือวิธีการทำงานของเรา ดังนั้นการออกแบบของเราก็เป็นตัวกำหนดให้เครื่องจักรทำตามนั้น ดังนั้นเครื่อง CNC ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับปรับแต่งเสียง มันเหมาะกับงานอย่างทำร่องใส่ Fret ซึ่งมนุษย์ก็สามารถทำได้ แต่คุณคงไม่ต้องการทำมันแบบงานฝีมือหรอก

แต่คุณก็เป็นคน แรกๆที่นำเครื่อง CNC มาประยุกต์ใช้

ใช่ถึงเรายังไม่มีเป็นของเราเอง แต่การที่เราอยู่ใกล้กับ Silicon Valley ทำให้เรามีทั้งคนและเครื่องให้ใช้เหลือเฝือ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น Inlay, Bridge หรืองานอื่นๆที่เครื่องทำได้ ซึ่งบริษัทอย่าง Peavey, Tom Anderson, Taylor ก็ใช้มันหาเงินกันทั้งนั้น

อะไรคือแนวทางสำคัญตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

ผู้คนรู้ว่าชื่อเสียงที่โด่งดังไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นกีต้าร์ที่ดีที่สุด อีกอย่างก็คือเราพยายามนำไม้ที่หลากหลายมาใช้กันมากขึ้น เราทดลองขายกีต้าร์ตัวแรกที่ทำจากไม้ Koa และผู้คนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าอะไรคือไม้ Koa ซึ่ง ณ เวลานั้น ยังไม่มีใครรู้จักไม้ชนิดนี้เลย

แล้วอนาคตละ ยังมีอะไรที่ท้าทายที่คุณยังไม่เคยใช้อีกไหม

การหาวัสดุเริ่มเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะหาไม่ได้อีกเลยก็มี Indian Rosewood น่าจะประสบปัญหานี้ในอีกไม่นาน แต่คงไม่ใช่กับ Mahogany เมื่อคราวที่เราไปงาน CITES(Convention on International Trade in Danger Species) รายชื่อของ Brazilian Rosewood นั้นยากที่จะแสวงหาและยังมีราคาแพงมาก เราเคยเห็นกันมาแล้ว ดังนั้นคุณก็ต้องจ่ายมันมากขึ้นหากคุณต้องการของดีมาใส่ในกีต้าร์ของคุณ ผมยังมีแบบที่อยู่ในใจและหวังว่าจะได้ทำ จากประสบการณ์และความละเอียดละออ เราสามารถทำของแฟนซีได้หลากหลาย และหากมองถึงช่างทำกีต้าร์หน้าใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดาที่การแข่งขันย่อมจะมากขึ้นไปด้วย แต่สำหรับตัวผมเองกับอาชีพนี้คงไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงนัก เพราะตลาดตอนนี้ก็ร้อนระอุอยู่แล้ว บริษัทที่เป็น Boutique ก็ทำกันไม่ทันอยู่แล้ว ดังนั้นอนาคตตลาดคงยิ่งเย้ายวนมากขึ้นไปอีก ผมอายุ 55 แล้วและผมเริ่มทำงานมาเหมือนคนอื่นๆตั้งแต่อายุ 19-20 และสิ่งที่ผมเห็นคงไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการทำให้มันดีขึ้นไปอีก แต่หากว่าช่างรุ่นใหม่ต้องทำให้มันดีขึ้นไปกว่าเรา แล้วยังต้องทำเงินได้ด้วย ดังนั้นมันทำให้งานของเราสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายกว่า

head-scgc

HOOVER'S DISCIPLES

นอกจากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจกีต้าร์สั่งทำแล้ว Richard Hoover ยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับช่างทำกีต้าร์รุ่นใหม่ๆ และเราอาจพูดได้ว่า Santa Cruz ยังเป็นโรงเรียนสำหรับช่างทำกีต้าร์ร่วมสมัยอย่าง Jeff Traugott และ Michael Hornik (Shanti Guitar) ทั้งคู่ประสบความสำเร็จ จากความพยายามของพวกเค้า ผมจำได้ว่าทั้งคู่มาหาผม และบอกว่า อยากเรียนทำกีต้าร์ เพื่อที่พวกเรา จะได้ทำกีต้าร์ที่มีชื่อเป็นของพวกเค้าเอง ยังมีช่างอีกมากที่มาเริ่มต้นกับพวกเราเช่น Roy McAlister, Bill Hardin (Bear Creek Guitar) หรือแม้แต่ช่างทำจาก แอฟฟริกาใต้อย่าง MarcMaingard มาที่บริษัทเราแล้วเริ่มเรียนด้านงานฝีมือ แล้วเมื่อเร็วๆนี้ จากช่างของเราอีกคน Addam Stark ออกไปทำบริษัทของเค้าที่เชี่ยวชาญงานด้านการเคลือบผิว ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากช่างทำกีต้าร์มากมายที่ชื่นชมฝีมือ ทักษะ และ เครื่องมือของเค้า

Trougott เล่าเหตุผลที่เค้าต้องการทำงานกับ Santa Cruz "ผมมีเพื่อนที่เป็นเจ้าของกีต้าร์ Koa ยุค 70 รุ่น D และผมจำได้ว่าพูดกับเพื่อนว่า กีต้าร์ตัวนี้ภายในภายนอกมันช่างสะอาดเอี่ยม แถมเสียงก็สุดยอด ซึ่งมันจับใจผมเป็นอย่างมาก"

Hardin มีธุรกิจเป็นของเค้าเอง เค้าสร้างกีต้าร์ สไลด์ ในร้านของเค้า ซึ่งพื้นฐานกีต้าร์ของเค้าช่างต่างไปจาก Santa Cruz โดยสิ้นเชิง เค้าเล่าว่าเมื่อครั้งทำงานร่วมกับ Richard ว่าเค้าต้องการหาช่างที่มีฝีมือมาทำงานกับเค้าเพื่อทำให้ Santa Cruz ก้าวไปข้างหน้า และนั่นทำให้ผมรู้สึกดีที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มุ่งมั่นจะสร้างสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

บทความจาก Acoustic Guitar Magazine / แปลโดย คุณวิบูลย์