Yellowmama,Used Guitar,Santa cruz Guitar,Furch Guitar
  • © Coryright all right reserved. xhtml css
  • Online / visit : / sitemap

YELLOW ARTICLE

เลี้ยงกีต้าร์ให้อยู่กับเรานานๆ

สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งในการเก็บรักษากีต้าร์ แต่คนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญน้อยมากในเรื่องการดูแลรักษากีต้าร์โปร่งนั้นคือเรื่อง "ความชื้นในอากาศ" ไม่ว่าจะมีมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหากับไม้, โทนเสียง, หรืออายุการใช้งานได้

Richard Hoover ผู้ก่อตั้ง Santa Cruz Guitar Company เป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความชื้นมาก เขาเคยไปร้านกีตาร์แห่งหนึ่ง ที่มีห้องกระจกซึ่งมีกีต้าร์แขวนอยู่ภายใน บนกระจกเต็มไปด้วยไอและหยดน้ำ เค้าบอกว่าแน่นอน กีต้าร์ในห้องนั้นชุ่มไปด้วยน้ำและบิดงอ ซึ่งความโค้งงอของไม้นั้น อาจอธิบายได้ดังนี้ ไม้นั้นก็มีรูพรุนเล็กๆในตัว มันจึงสามารถอุ้มน้ำ(ความชื้น) ที่อยู่ในอากาศไว้ได้ เมื่อไม้อุ้มน้ำเอาไว้มันก็จะเกิดการพองตัว เมื่อไม้พองเพิ่มมากๆเข้า ก็จะทำให้เกิดการบิดงอได้ เมื่อมีการบิดงอ(เป็นคลื่น)มากเข้า ก็สามารถเกิดการแตกร้าวได้ถ้าไม่ได้ลดความชื้นเหล่านั้นลง ที่กล่าวมาเป็นกรณีตัวอย่างที่เข้าขั้นรุนแรง แต่บางครั้งความชื้นก็ดีต่อกีต้าร์คุณเหมือนกัน แต่ถ้ามีมากเกินไปย่อมไม่ดีแน่นอน

ในความเป็นจริง สภาวะแวดล้อมของผู้เก็บกีต้าร์นั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งเสียงและตัวกีต้าร์เองไม่มากก็น้อย และถ้าหากคุณ อาศัยอยู่ในบริเวณที่ ทั้งอุณหภูมิและความชื้นเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เราควรจะทำอย่างไร ที่จะทั้งลดหรือเพิ่มความชื้นให้กับห้องที่เราเก็บกีต้าร์ มันไม่จำเป็นหรอกครับ ว่ามันจะ เป็นช่วงไหนของปี ในหน้าร้อนวันที่อากาศร้อนก็อาจเป็นวันที่อากาศแห้งได้เนื่องจากเครื่องปรับอากาศในบ้านของเรา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราจำเป็นต้อง มีอุปกรณ์วัดความชื้น หรือ Hygrometer คุณสามารถนำไปไว้ในกล่องกีต้าร์เพื่อวัดความชื้นในอากาศได้เลย หรืออุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก ก็สามารถนำไปวางไว้ใน Soundhole ก็ยังได้ ซึ่งคุณสามารถหาซื้อเครื่องวัดเหล่านี้ตามร้านอิเล็คโทรนิคอย่าง Radio Shack

hygrometer.jpg

หากความชื้นมีมากกว่า 40 % คุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มความชื้นให้กับกีต้าร์แล้ว แต่ควรจะ ลดระดับความชื้นลงมากกว่า เพื่อป้องกันไม้พองตัว ในทางตรงกันข้าม หากความชื้น ต่ำกว่า 40% จำต้องมีการเพิ่มความชื้นกลับเข้าไปบ้าง ซี่งหากมองค่าความชื้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกีต้าร์ ( โดยคำแนะนำจากคู่มือ ซึ่งมาพร้อมกับกีตาร์ของผู้ผลิตกีตาร์หลายราย ) จะอยู่ระหว่างที่ 45-55%

Guitar Humidity Basics

ความชื้นมากเกินไปสามารถทำให้ตัวกีต้าร์โค้งขึ้นได้เล็กน้อย ส่วนความชื้นน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดผลในทางตรงข้าม เมื่อบริดจ์ยกขึ้นทำให้ แอ็คชั่นสูงขึ้น จึงทำให้กีต้าร์เล่นได้ยากขึ้น ตรงกันข้ามหากบริดจ์ต่ำลงกว่าปกติ แอ็คชั่นก็จะต่ำลงสายก็จะต่ำลงจนเกิดอาการ Buzz หรือกระทบกับเฟรท ไม้หน้าช่วงที่อยู่บริเวณ บริดจ์นั้น อาจจะเกิดการโค้งขึ้นได้เป็นปกติ (ช่วงจาก Sound Hole จนถึงช่วง Bridge) เนื่องจากแรงตึงของสายที่ใส่ แต่หากโครงสร้างที่อยู่ด้านในกีตาร์ ไม่แข็งแรงก็อาจเกิดการยุบตัวของไม้หน้าได้เช่นกัน ซึ่งการยุบตัวจะเกิดที่ด้านหน้าของบริดจ์ บางครั้งบริดจ์อาจเริ่มหลุด หรือเผยอออกในบางส่วน และยกตัวไปด้านหน้า เนื่องจากแรงดึงของสาย อาการแบบนี้คุณจะเห็นว่าไม้หน้าจะโก่งขึ้นที่ด้านหลังของบริดจ์ แต่ด้านระหว่างซาว์นโฮลและบริดจ์ กลับยุบลง ซึ่งอาการนี้ทำให้เกิดแอ็คชั่นที่ต่ำเกินไปจึงทำให้เกิดอาการสายกระทบเฟรทได้

bridge.jpg

ไม้หน้านั้นสามารถทั้งโก่งตัวหรือยุบตัวได้มากเนื่องจากความไม่แข็งแรงของโครงสร้าง หรือ โครงสร้างหลุดออกจากกัน อีกทั้งยังเกิดจากการ ใช้สายที่มีขนาดใหญ่ซึ่งมีแรงดึงมาก หรือ การตั้งสายที่สูงเกินไปก็สามารถก่อให้เกิดสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะสายเหล็กนั้นมีแรงดึงสูงกว่าสายไนลอนมาก อีกทั้งการตั้งสายให้สูงกว่าปกติก็ไม่จำเป็น เราสามารถใช้ Capo แทนได้ หากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงของไม้หน้าเพียงเล็กน้อยนั้นก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาใดๆไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านใดๆ

Humidity and Cracking

ในทางความคิดแล้วหากคุณสามารถทำที่อยู่อาศัยให้มีความชื้นไม่สูงเกิน 45% นั้นจะสมบูรณ์ที่สุด ห้องทำงานของช่างทำกีตาร์มืออาชีพ อาจมีความชื้นที่ระดับ 25-45% เมื่ออยู่ในขั้นตอนการติดกาว อย่าง Schneider Guitar เขามีห้องไว้สำหรับใส่กาว และอีกห้องที่แห้งกว่าไว้สำหรับเก็บไม้ ปัญหาของกีต้าร์ส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างในประเทศที่มีความชื้นสูง หรืออยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร นั้นจะเกิดการแตก เมื่อถูกส่งไปยังประเทศอเมริกา หรือกีต้าร์ที่ทำในอเมริกา หากทำในช่วงหน้าร้อนที่มีความชื้นสูง เมื่อเข้าหน้าหนาวก็อาจเกิดการแตกร้าวได้เช่นกัน ซึ่งการแก้ไขก็สามารถทำได้ด้วยการทำกีต้าร์จากไม้ Laminate หรือการควบคุมความชื้นตลอดทุกขั้นตอนในการสร้าง หากความชื้นในบ้านคุณต่ำกว่า 25% จำเป็นที่คุณจะต้องสอดส่องการแตกร้าว หรือ ปัญหาเรื่องแอ็คชั่น หากมีความชื้นต่ำมากๆคุณสามารถรับรู้ด้วยตัวคุณเองเช่น การหายใจติดขัด จมูกแห้ง

แต่ในทางตรงกันข้ามอาจจะพบปัญหาได้น้อยกว่า หากกีต้าร์ถูกสร้างในที่แห้งมากๆ เมื่อเจอช่วงที่มีความชื้น คุณอาจจะไม่พบปัญหาแตกร้าว เท่าอากาศที่แห้งจัด แต่คุณจะพบกับการพองตัวของไม้หรือแอ็คชั่นที่สูงขึ้น และเสียงฟังดูแย่มากๆ แต่แน่นอนโอกาสที่จะแตกคงมีน้อยกว่า เครื่องดนตรีที่เป็นอคูสติก มักให้เสียงที่ดีในความชื้นที่ต่ำไปจนถึงปานกลาง

ข้อแนะนำจากเรา

จากข้อความด้านบนนั้นทำให้เราได้เห็นแล้วว่า ความชื้นที่เราไม่สามารถมองเห็นได้นั้นมีความสำคัญกับกีต้าร์มากขนาดไหน บทความด้านบนเป็นการ รวบรวมจากบทความต่างประเทศแล้วนำมาแปลเพื่อความเข้าใจในพื้นฐาน เรื่องความชื้นที่มีผลกระทบกับไม้(กีต้าร์)โดยตรง

แต่คำแนะนำต่อไปนี้เกิดจากประสบการณ์โดยตรง ซึ่งบทความข้างต้น ถูกเขียนขึ้นในประเทศผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่มีความชื้นต่ำตลอดทั้งปี จึงไม่แปลกที่เราเห็น อุปกรณ์บางจำพวกเช่น Himidifier นำไปแช่น้ำแล้วใส่เข้าไปในกล่องหรือในตัวกีต้าร์เพื่อเพิ่มความชื้น หากมองเขตภูมิอากาศของบ้านเรานั้นต้องเรียกว่า ประเทศของ เราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงทำให้มีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี(เฉลี่ยมากกว่า 55%) แน่นอนว่าตรงกันข้ามกับทางฝั่งยุโรป หรือ อเมริกาเหนือ ซึ่งจะมีอากาศหนาว และแห้ง

ดังนั้นขอสรุปผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดกับไม้ได้ดังต่อไปนี้

1. ความชื้นน้อยเกินไป (แห้ง) ไม้หดตัว อาจก่อให้เกิดการแตกแยกของไม้ได้

2. ความชื้นมาก ไม้เกิดการขยายตัว หรือพองออก ทำให้เกิดการบิดงอ จนถึงแตกหักได้เช่นกัน

ดังนั้นจากการรวบรวมข้อมูลจากผู้ผลิต เช่น Taylor นั้นเมื่อกีต้าร์ที่ผลิตเสร็จแล้ว ไม้ด้านหน้าในตำแหน่ง บริดจ์อาจมีการโก่งขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากทางผู้ผลิต ทราบดีว่า ความแห้งในภูมิอากาศบ้านเค้าจะทำให้ ไม้หดตัวและทำให้ไม้ในตำแหน่งนั้นหดเข้าที่เป็นปกติ ซึ่งเมื่อมาอยู่ในบ้านเราจึงไม่น่าแปลก ที่คุณจะเห็นกีต้าร์ ที่คุณเก็บไว้มีอาการไม้หน้าโก่งขึ้นที่บริเวณดังกล่าว แอ็คชั่นของสายเริ่มสูงขึ้น เล่นได้ยากขึ้น อยู่บ่อยๆ

ข้อต่อมา เนื่องจากประเทศของเรามีความร้อนค่อนข้างมาก สิ่งที่ตามมา คือเรื่องของกาวที่ติดยึดโครงสร้างเอาไว้ อาจมีการเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าประเทศที่ มีอากาศเย็น ดังนั้น เราจึงเห็นอาการ Pick Guard หลุด, บริดจ์เผยอ, หรือแม้แต่การพองของตัวผิวเครือบกีต้าร์เอง รวมถึงการเปลี่ยนสีของแล๊คเกอร์ที่เหลือง หรือเข้มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คอ Maple ของ Fender พลาสติกต่างๆ ฝาครอบปิ๊กอัพ ขอบ binding กีตาร์ หรือแม้กระทั่งกีตาร์สีขาวของ Gibson ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไปที่อยู่ในเมืองไทย จะต่างจากกีตาร์ที่มีอายุเท่ากันที่อยู่ในอเมริกา หรือในประเทศที่มีอากาศแห้ง จะมีอาการดังกล่าวน้อยมาก หรืออาจจะรู้สึกว่า สีไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อตอนใหม่ๆเลย

อาการเหลืองและเข้มของสีดังกล่าวยังอาจจะเกิดจากมลภาวะและควันบุหรี่ได้ด้วย ยิ่งถ้าเรารวมทุกสาเหตุเข้าไป ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราจะหาดูได้ง่ายจาก Fender หัวโตทั้งหลายในบ้านเรา ซึ่งมีสีของคอที่เข้มและคล้ำมาก อีกมุมหนึ่งถ้าเป็นกีตาร์โปร่ง เราอาจจะสับสนเลยก็ได้ว่า ไม้หน้าที่เราเห็นเป็น Spruce อาจเปลี่ยนสีจนเข้มเหมือน Cedar ไปเลยก็ได้

บางคนอาจเข้าใจว่าเมื่ออากาศร้อนแล้วความชื้นจะน้อย ซึ่งก็มีส่วนความจริง แต่ความร้อนอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นการเก็บกีต้าร์ โดยเฉพาะกีต้าร์โปร่ง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึง ทั้งอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ โดยเฉพาะเรื่องความชื้นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องวัด

humidifier-dehumidifier.jpg

เครื่องกำจัดความชื้น

1. เครื่องปรับอากาศที่บ้าน หากในห้องที่คุณเก็บกีต้าร์มีเครื่องปรับอากาศ ในตัวเครื่องสมัยใหม่ จะมีระบบ Dry mode ในโหมดนี้จะช่วยลดความชื้น ในห้องของคุณลงได้ (แต่เมื่อปิดเครื่อง ความชื้นจะกลับมาดังเดิม หรืออาจมากกว่าปกติก็เป็นได้)

2. เครื่องดูดความชื้น ลักษณะคล้ายเครื่องกรองอากาศภายในบ้าน แต่จะมีกล่องรองรับน้ำที่ถูกดูดออกมา จากอากาศ ควรเลือกขนาดของเครื่องให้เหมาะสม กับขนาดของห้องมีเครื่องควบคุมความชื้นมากมายหลายแบบ ทั้งสามารถดูดความชื้น หรือคายความชื้นกลับไปในอากาศก็ได้

3. สารดูดความชื้น Silica gel ใช้ได้กับพื้นที่ที่ไม่มากนัก แต่ควรนำออกมาไล่ความชื้นเป็นระยะๆ เช่นนำออกตากแดด หรือ เข้าไมโครเวฟ สังเกตได้ว่า เมื่อความชื้นเข้าไปอยู่ในสารมากเกินไปสีของสารเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเช่น ออกโทนเหลือง หรือ มีสีม่วง เป็นต้น

*** คำเตือน การนำกีต้าร์ออกมาวางด้านนอก หรือ เก็บใส่กล่องไว้เป็นเวลานาน ย่อมไม่เกิดผลดีทั้งสิ้น หากที่ๆเก็บ หรือที่วางนั้น ไม่ได้อยู่ในอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม

บทความโดย คุณวิบูลย์