Yellowmama,Used Guitar,Santa cruz Guitar,Furch Guitar
  • © Coryright all right reserved. xhtml css
  • Online / visit : / sitemap

YELLOW ARTICLE

great-guitar

Great Guitars, Small Shops Talk

ช่างทำกีต้าร์อิสระไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างสรรค์กีต้าร์ที่ดีในระดับโลกเท่านั้น แต่เขาเหล่านี้ยังเป็นผู้ออกแบบที่มีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง เราจะพาท่านไปพบกับบทสัมภาษณ์ ของช่างทำกีต้าร์อิสระที่ดีที่สุดใน อเมริกาเหนือทั้งแปดคน

สำหรับนักเล่นทั้งหลาย กีต้าร์ที่ถูกสร้างจากช่างทำกีต้าร์อิสระมักแสดงความเป็นสุดยอดของความเปลี่ยนแปลง กีต้าร์คลาสสิคระดับ ไฮเอนด์ เป็นตัวอย่างที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานจากร้านเล็กๆทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างจากกีต้าร์สายเหล็กในอเมริกานั้นมีวัฒนะธรรมกันมาจากโรงงาน จนมาเปลี่ยนในช่วงยุค '60s เพราะช่างทำกีต้าร์อิสระเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การแก้ปัญหาของแหล่งวัตถุดิบ เครื่องมือชนิดพิเศษ หรือแม้แต่วัสดุต่างๆที่นำมาใช้ จึงทำให้ Richard Hoover (Santa Cruz Guitar Co.), Jean Larrivee, Michael Gurian, และ Stuart Mossman ได้สร้างจุดเปลี่ยน จน 40 ปีต่อมา ช่างทำกีต้าร์ฝีมือเยี่ยมหลายคน ได้สร้างเครื่องสายที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แม้ว่าคุณภาพของกีต้าร์จากโรงงานในปัจจุบัน จะมีความลำหน้ามากกว่ากีต้าร์ vintage และยุค "golden era" บางตัวทั้งเรื่องเสียง และฝีมือการผลิต หากเทียบกับงานฝีมือของช่างอิสระเหล่านี้แล้ว พวกเขาสามารถผลิตสิ่งที่ล้ำหน้าและทำการทดลองกันได้อย่างอิสระ สื่อสารกับผู้เล่นโดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการของเขาเหล่านั้น อีกทั้งยังสามารถใช้วัสดุที่หาไม่ได้ง่ายนักตามท้องตลาดมาใช้ โดยเฉพาะวัสดุที่โรงงานไม่สามารถหามาได้ในจำนวนมากๆ

เมื่อเร็วๆนี้เราได้มีโอกาสพุดคุยกับช่างทำกีต้าร์ทั้งแปด ถึงการทำกีต้าร์ในแบบของเขา รูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ชนิดของไม้ที่โปรดปราน และสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพึ่งพอใจกับกีต้าร์ในฝันของพวกเค้า

การเลือกผู้สนทนาในครั้งนี้ ดูไม่ง่ายเลยที่จะหาตัวแทนรวมถึงผู้สอนการออกแบบกีตาร์ทั่วทั้งอเมริกาเหนือ และสรุปสุดท้ายเราได้มาคือ Mike Doolin, Charles Fox, John Greven, Charlie Hoffman, Linda Manzer, Kevin Ryan, Rod Schenk, และ Bill Tippin.

จากการสนทนาดูเหมือนจะมีความคิดที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีบ้างที่อาจจะเห็นตรงกันข้าม ซึ่งก็เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหลักแหลมทีเดียว

guitar-1

อะไรคือแนวทางโครงสร้างหรือการออกแบบที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ รวมไปถึงแนวคิดอะไรที่จะอยู่รอด หรือ หายไปในที่สุด

MIKE DOOLIN : อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกดีมากๆคือครั้งหนึ่งมันอาจเคยเป็นแค่ "ตัวเลือก" แต่ตอนนี้ดูมันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องโทนเสียงของไม้ เมื่อสิบปีที่แล้ว ไม้เหล่านี้อาจเป็นเพียงตัวเลือก แต่ ณ ตอนนี้ไม้อินเดียนโรสวู๊ดอาจขายไม่ได้เลยก็ได้ ทุกคนมักจะเริ่มต้นด้วยคำถาม "เราจะเลือกไม้อะไรมาใช้ดี" "มีอะไรน่าสนใจบ้าง" "มีอะไรใหม่ๆบ้าง" "มีไม้อะไรเสียงเหมือนไม้บลาซิลเลี่ยนบ้าง" ผู้คนมีความกลัวน้อยลงในเรื่องการออกแบบ แถมยังอยากได้ความแปลกใหม่ และดูเหมือนว่าจะมีตลาดรองรับอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็เพียงพอ และมันเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้ความคิดสร้างสรรค์ได้การยอมรับเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ผมเปลี่ยนแปลงมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอแบบ double cutaway เพื่อช่วยให้เล่นได้สูงขึ้น การใช้บริจแบบไม่มีหมุดยึดสาย ( Pinless Bridge ) หรือคอที่สามารถปรับมุมได้

CHARLIE HOFFMAN : ในยุค '70s, ถ้ากีต้าร์ไม่ใช่ทรง dreadnought คงจะขายไม่ได้ ซึ่งแนวความคิดนี้เริ่มจางไปในยุค '80s ผมคิดว่าแนวทางในการลดขนาด เริ่มเป็นแนวทางใหม่ที่ชาวฟิงเกอร์สไตล์นั้นชอบกัน และผมยังเห็นว่าคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกับลำตัวที่มีขนาดเหมือน 00-style ของ Martin สิ่งที่ผมเห็นเป็นหัวข้อที่น่าจะได้รับความนิยมต่อไป น่าจะเป็นเรื่อง ergonomics (เหมาะกับสรีระ) ซึ่งจะขยายวงกว้างขึ้น รูปทรงแบบลิ่ม ซึ่งความหนาดูจะถูกลดลงเรื่อยๆในด้านสายเบส ซึ่งเป็นการออกแบบของ Linda Manzer หรือบางรุ่นของ Grit Laskin บริเวณที่วางแขนก็ถูกทำมุมลาดลง ซึ่งความคิดเหล่านี้คงไม่หายไปไหน เพราะการออกแบบเหล่านี้มีเหตุมีผล ซึ่งมันตอบโจทย์ได้จริง

KEVIN RYAN : ผมเริ่มเห็นว่ามีคนมากมายเริ่มเข้าใจถึงการทำมุมลาดเอียง และหลักสรีระศาสตร์มากขึ้น การทำมุมลาดเอียง คงเป็นสิ่งที่อยู่ได้ต่อๆไป เพราะดูแล้วไม่มีข้อเสียแต่อย่างใด แถมคุณยังได้พื้นที่ด้านในเพิ่มมากขึ้น เพื่อเสียงที่หนา เสียงย่านต่ำที่เต็มกว่า เป็นตัวกว่า แต่ช่วงย่านกลางแหลมนั้นจะมาจาก soundboard ของกีต้าร์ขนาดเล็กกว่า มีคนมากมายถามผมเรื่องทำ soundport ซึ่งก็มีเหตุผลมากมายที่ผมไม่อยากทำ มันดูเป็นเรื่องทำตามอำเภอใจเกินไป เพียงแค่คุณอยากให้กีต้าร์คุณมีรูเพิ่มขึ้นเท่านั้น ความคิดทั้งหมดก็เพื่อให้ช่อง (port) ผสมผสานไอเดียของ "ฟรุ๊ต" ให้เข้ากับ DNAของกีต้าร์ และช่องที่เจาะมันจะอยู่ตรงมุมสะโพกด้านเสียงตํ่าของตัวกีตาร์ มันจะพุ่งตรงเข้าสู่ตำแหน่งหูของคุณ ซึ่งมันให้ความแตกต่างอย่างมาก

CHARLES FOX : คอที่ปรับได้ดูเหมือนจะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขอบข้างที่แข็งแรงมากขึ้น เป็นจุดนำไปสู่การใช้ไม้ laminate นานมาแล้วไม้ laminate ถูกเรียกว่าไม้อัด ซึ่งดูเหมือนคำที่ฆ่าตัวมันเอง แต่การสร้างด้านข้างด้วยไม้ laminate มันช่วยให้เราได้ด้านข้างที่แข็งแกร่งกว่าที่เคย จึงทำให้ไม้ด้านหน้าและหลัง ไม่ต้องรับแรงมากอย่างที่เคย หรืออีกนัยหนึ่งคือเราสามารถทำให้ ไม้หน้าและหลังบางลง ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นอคูสติคมากขึ้นได้ด้วย

ผู้คนเริ่มเลือกการใช้ ไม้หน้าสองชั้นสำหรับกีต้าร์สายเหล็กมากขึ้น ซึ่งผมไม่อยากให้โลกเปลี่ยนไปในทิศทางนั้น มันดูยุ่งยากเกินไป และนำไปสู่การใช้เวลามากเกินกว่าการทำไม้หน้าแบบมาตรฐานด้วย

JOHN GREVEN : สิ่งเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเห็นคือ ไม้หน้าที่ดูโค้งมากๆ หรือรวมไปถึงด้านหลังที่โค้งด้วย ซึ่งหลักการของโครงสร้างที่ยังเหมือนเดิม มีแค่ขนาดโครงที่ใหญ่ขึ้นและหนาขึ้นเท่านั้น การมีหน้าที่โค้งมากๆช่วยเพิ่ม ความกังวาลของหางเสียง รวมไปถึงความใส และพลังที่มากขึ้นด้วย แต่มันก็อาจจะลดพลังในช่วงเสียงต่ำๆลง เหมือนกีต้าร์เก่าๆ

ROD SCHENK : ส่วนสิ่งที่ผมเห็นอาจจะไม่ได้มองเห็นด้วยตา แต่ส่วนใหญ่มันคือระบบแบบใหม่ของเหล็กขันคอ (truss-rod) รวมไปถึง เทคโนโลยีในการวิเคราะห์เสียง ของโครงสำหรับไม้ชิ้นหน้า ซึ่งมันช่วยให้ผมวิเคราะห์ และทดลองการทำงานของไม้หน้า เพื่อช่วยลดแรงเครียดสำหรับไม้หน้า ทำให้กีต้าร์ตัวต้นแบบ มีความใกล้เคียงกับกีต้าร์ที่จะถูกผลิตจริงมากๆ

BILL TIPPIN : ช่างทำกีต้าร์หลายๆคนเริ่มแสวงหาทิศทางสำหรับการตกแต่งมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของลูกค้าเอง แต่แน่นอนช่างเองก็ต้องมีความพร้อมรออยู่ด้วย สำหรับลูกค้าบางคน ก็อาจจะมองแต่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว จนมองข้ามเรื่องของเสียงว่าจะดีขึ้นรึเปล่า ซึ่งลูกค้าของผม ก็มักจะมีคำขอที่น่าประหลาดใจเสมอ ซึ่งก็ต้องพยายามรวมความเป็นศิลปะ กับการใช้งานเข้ากันให้ได้ บางครั้งผมก็คิดถึงการตกแต่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้นำไปใช้งานจริง เพราะถ้าหากผมทำในสิ่งที่จะทำให้กีต้าร์มีเสียงที่ดีขึ้นไปได้อีก นั่นดูจะเป็นเรื่องท้าทายมากกว่ามาก

guitar-2

อะไรคือส่วนประกอบใน วินเทจกีต้าร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ โครงสร้าง หรือแม้กระทั่งโทนเสียง ซึ่งบ่งบอกว่ามันน่าจะถูกนำมาใช้ได้ตลอดไป และเป็นเพราะอะไร และอะไรที่คุณคิดว่าสิ่งที่มาจากอดีตที่คุณยังอยากเก็บมาใช้ในกีต้าร์ของคุณ

KEVIN RYAN : สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ X-brace ผมรู้ว่ามันมีโครงหลากหลายรูปแบบให้เลือก รวมไปถึง สิ่งที่ถูกคิดขึ้นใหม่อีกมากมายตามหลักการฟิสิกส์ ซึ่งมันก็ให้เสียงแบบนึง แต่ผมรักเสียงแบบ X-brace มันให้เสียงของความเป็นไม้มากๆ ซึ่งหากคุณคุยกับวิศวะกรทั้งหลาย X-brace นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการยึดไม้แผ่นหน้า ไม่ว่าจะเป็นไม้หน้ากีต้าร์ หรือชิ้นส่วนเครื่องบิน ซึ่งอัตราส่วนความสามารถในการรับแรงเครียดนั้นมีมากมหาศาล

JOHN GREVEN : โครงสร้างไม้หน้า ไม่ว่าจะเป็นความหนา ความโค้ง และโครงด้านใน สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ควรจะเสริมเกินกว่าที่ควร เมื่อผมไปที่ Healdsburg ผมจะทดลองหยิบกีต้าร์ดู และถ้าน้ำหนักมันมากกว่า 3-4 ปอนด์ ผมก็จะวางมันลง ซึ่งมันอาจจะให้เสียงในแบบสมัยใหม่ แต่ถ้าคุณได้เล่น Martins และ Gibsons เก่าละก็ ถึงแม้จะเป็นไม้โรสวูดก็เถอะ มันจะเบามากๆ

BILL TIPPIN : ผิวของกีต้าร์สมัยก่อนสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมาก ยิ่งมีผิวแล็กเกอร์ที่บางมากเท่าไหร่ดูเหมือนจะยิ่งให้เสียงที่ดีมากเท่านั้น ผมคิดว่ามีคนมองข้ามข้อนี้ไปเยอะ ผมมีธุรกิจซ่อมกีต้าร์ด้วย ดังนั้นผมเห็นกีต้าร์วินเทจมากมาย และแน่นอนความบางของแลกเกอร์ที่มันมี เสียงแบบวินเทจเป็นสิ่งที่พวกเราแสวงหา ผมยังใช้ nitrocellulose อยู่เลย แน่นอนคุณหามันไม่ได้ในทุกๆทีหรอก แต่นี่คืออดีตที่สำคัญบทหนึ่ง ในความคิดของผม

หากคุณจะต้องเลือกทำกีต้าร์ให้เล่นง่าย หรือ ทำให้กีต้าร์แสดงศักยภาพให้มากที่สุด คุณคิดว่าอันไหนคือความท้าทายของคุณ

LINDA MANZER : จากการออกแบบหลังสุดของฉัน คือการใช้พื้นฐานตำแหน่งของบริดจ์แบบกีต้าร์ 12 เฟรท แต่เราใช้การต่อคอแบบกีตาร์ 14 เฟรท ซึ่งมันทำให้เสียงดีขึ้น เพราะตำแหน่งของบริดจ์นั่นเอง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็เล่นมันได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งฉันคิดวิธีนี้ไว้นานแล้ว ก่อนที่จะเริ่มออกแบบ ซึ่งนี่คือการตอบโจทย์ของช่างทำกีต้าร์ให้กับอีกหลายๆคน

MIKE DOOLIN : ความสามารถในการปรับองศาคอโดยที่ส่วนของ ฟิงเกอร์บอร์ด ที่ยื่นเข้าไปในลำตัวกีตาร์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคอ ซึ่งโดยปกติ มักจะเป็นส่วนที่ติดกับตัวกีต้าร์มากกว่า เมื่อคุณขันคอ ฟิงเกอร์บอร์ดนี้ก็จะขยับตามไปด้วย ทำให้คุณสามารถปรับ ทั้ง nut และ saddle เพื่อหาโทนเสียงและความเที่ยงตรงของเสียง ซึ่งนี่ทำให้เราปรับได้หลากหลาย

BILL TIPPIN : เฟรทแบบรูปพัดนั่นน่าสนใจมาก เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาเสียงไปมากกว่าระบบเดิม สำหรับผม มันทำให้เราแสดงออกกับกีต้าร์ได้มากกว่าในนักดนตรีบางคน มันอาจจะดูประหลาดเมื่อเทียบกับวิธีแบบเดิมๆ หากแต่มันต้องใช้เวลากว่าจะชิน ผมคิดว่ามันทำให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกมาก

KEVIN RYAN : เรื่องสรีระศาสตร์ เมื่อก่อนเราก็พัฒนาลักษณะด้านหลัง กีต้าร์ส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักมันโค้งที่ 15-foot radius แต่ก็มีช่างทำบางคนทำไปถึง12-foot radius ส่วนของผมนั้นทำแค่ 7-foot radius เท่านี้ด้านหลังก็โค้งแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้เสียงมันสะท้อนออกไปโดยตรงที่ soundhole และผมก็ชอบที่จะมีตัวกีต้าร์ที่หนา ดังนั้นกีต้าร์ส่วนใหญ่ของผมจะมีตัวที่หนา ซึ่งบางกรณีอาจหนากว่ากีต้าร์ปกติถึงหนึ่งนิ้วทีเดียว ซึ่งหลังที่โค้งทำให้กีต้าร์ที่มีความหนานั้นคณยังเล่นมันได้สบาย

CHARLIE HOFFMAN : ผมคิดว่าระบบ pickup เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมคิดว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักออกแบบระบบ pickupไป ผมเชื่อว่านักเล่นอีกมากที่ยังมองหาแอมป์ที่ให้เสียงที่สมบูรณ์แบบอยู่ และแน่นอน ลูกค้าผมก็มองหาระบบที่จะเหมาะกับกีต้าร์ที่สั่งทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

guitar-4

ไม้อะไรที่คุณชอบที่สุด และคุณมีโอกาสที่จะใช้มันในอนาคตมั๊ย

CHARLES FOX : ผมเป็นแฟนตัวยงของ อินเดียนโรสวูด แต่โชคไม่ดี ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมต้องการ บลาซิลเลี่ยนโรสวูด แต่อินเดียนให้ความต่อเนื่องมากกว่าจึงทำงานได้ง่ายกว่า เพราะมันมีความคงที่มากกว่านั่นเอง ตอนนี้ ผมกำลังทำกีต้าร์ที่เบาที่สุดในโลกอยู่ มันเพิ่งออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และมันทำด้วยไม้ ซีด้าทั้งหมด รวมไปถึงคอด้วย ผมเพิ่มความแข็งแรงด้วยการใช้ อีพ๊อกซี่และแท่งกราไฟท์รอท จึงทำให้คอที่ทำจากไม้ซีด้า เป็นไปได้ ซึ่งน้ำหนักมันลดลงไปมาก คุณสามารถยกขึ้นแล้วขว้างออกไปในอากาศได้เลย

BILL TIPPIN : บลาซิลเลี่ยนโรสวูด คือไม้โปรดของผม แต่ผมไม่ต้องการมีส่วนร่วมในตลาดมืด และดูเหมือนว่า บางครั้งสิ่งที่คุณเรียกว่าคุณภาพของมัน กลับไม่ใช่อย่างที่เห็น ที่ชัดที่สุดคือ คุณไม่สามารถคาดหวังคุณภาพจากเงินที่คุณจ่ายเพิ่มกับบลาซิลเลี่ยนได้เลย ตอนนี้ไม้ฮอนดูรัส มาฮอกกานี แบล๊กวูด คือไม้ที่ผมชอบที่สุด

LINDA MANZER : ไม้ที่ฉันชอบที่สุดและก็เป็นไม้ที่ฉันใช้มาตั้งแต่เริ่ม เพราะฉันนั้นค่อนข้างอนุรักษ์นิยม อินเดียนโรสวูด สำหรับไม้ข้างและหลัง สำหรับไม้หน้าก็เป็น ยูโรเปี้ยน สปรู๊ส ฉันก็เคยใช้ บลาซินเลี่ยนโรสวูด และก็ชอบมันด้วย แต่มันไม่ค่อยคงที่ ส่วนหนึ่ง ก็มาจากการค้าขายนั่นแหละ เราไม่สามารถรู้ได้ว่า ไม้ไปอยู่ที่ไหนมา ใครเป็นคนดูแลมันบ้าง คุณอาจจะคิดว่ามันดี แต่มันอาจแตกได้ง่ายๆ อะไรที่ทำให้เสียงดีมักมีความไม่คงที่ของไม้เสมอ

CHARLIE HOFFMAN : โคว่า คือไม้ที่ผมชอบ มันให้ความสมดุลที่ดี ส่วนโรสวูดนั้นให้เสียงที่อบอุ่น และ มาฮอกกานีค่อนข้างพุ่ง โคว่าดูจะเป็นกลาง และดูสมเหตุสมผลที่สุด

KEVIN RYAN : ผมใช้บลาซิลเลี่ยนมากกว่าไม้ไหนๆ แต่สำหรับไม้ทดแทนที่คุณไม่มีเงินพอที่จะซื้อบลาซิลเลี่ยน คือ โคโคโบโร่ นั้นมีความใกล้เคียงมาก ดูดีและมีเนื้อที่แน่นมากๆ มาดากัสก้าโรสวูด ก็มีความใกล้เคียงบลาซิลเลี่ยนเหมือนกัน แต่ผมจะเลือกใช้ โคโคโบโร่มากกว่า มาดากัสก้า ส่วน แอฟฟริกัน แบล็กวูด ก็คือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ดูเหมือนจะหายากมากกว่าบลาซิลเลี่ยนด้วยซ้ำตอนนี้

อะไรคือสิ่งที่คุณพูดคุยกับลูกค้าของคุณ และอะไร ทำให้ลดความไม่แน่นอน และความหลากหลาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ลูกค้าได้

CHARLES FOX : สิ่งแรกๆที่จะพูดคุยคือ อยากให้พวกเขาคิดถึงสิ่งที่เป็นข้อจำกัดในกีต้าร์ตัวโปรดของพวกเขาก่อน แล้วมาดูกันว่าอะไรที่เราสามารถทำให้มันเสียงดีขึ้นไปได้ หรือว่าทำให้เค้าเล่นได้ไหลลื่นขึ้น ผมก็คิดว่านี้คือมุมมองก่อนที่จะเริ่มนำไปออกแบบ ซึ่งมันจะมีความหมายและคุณค่า และนี่คือธุรกิจของเรา คือสร้างในสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพื่อเสียงดนตรีที่ดีกว่า

LINDA MANZER : สิ่งที่ฉันคิดถึงมากที่สุดคือเรื่องขนาดของสาย ที่ลูกค้าจะนำไปใช้ หรือเรื่องความแรงขนาดไหนที่เค้าเล่น ซึ่งมันมีจากระดับ นุ่มๆไปจนถึงขั้นแรงมากๆ ซึ่งเราจะช่วยทำแอ็คชั่นให้เหมาะกับการเล่นมากที่สุด

ROD SCHENK : ผมเริ่มต้นจากงานบริการมาก่อน ดังนั้นการพูดคุยกับลูกค้า จึงเป็นเรื่องเปิดรับมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง อีเมล์ โทรศัพท์ พวกเค้าจะมีเบอร์โทรศัพท์มือถือ ลูกค้าบางคนถึงกับบินมาเลือกไม้ด้วยกันเลยก็มี ผู้คนให้ความสนใจต่อประสบการณ์ที่เกิดกับกีต้าร์ของพวกเค้า และเมื่อคุณซื้อกีต้าร์กับเรา นั้นคือการที่คุณซื้อประสบการณ์ของพวกเราไปด้วย

guitar-3

สิ่งที่พวกคุณนำเสนอนั้นไม่สามารถหาได้ในกีต้าร์ทั่วๆไปใช่มั๊ย

LINDA MANZER : ฉันเพิ่งจะส่งกีต้าร์ให้กับลูกค้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เค้าเขียนจดหมายกลับมาว่า เค้ารู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า และเค้าก็คิดถึงฉันทุกครั้งเวลาที่เล่นมัน นี่คือสิ่งที่คนโหยหาในสังคมปัจจุบัน คือความซื่อสัตย์ ตลอดจนถึงความดีที่มีกับใครสักคน มันจึงเหมือนได้สัมผัสกับกีตาร์ที่ได้ถูกสร้าง จากมนุษย์ที่ใส่จิตวิญญานเข้าไป

KEVIN RYAN : มันมีรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความกว้างของนัท รูปร่าง คุณควรจะได้รับกีตาร์ที่คุณสั่ง ในแบบที่คุณต้องการจริง พวกเค้าควรจะได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ โอกาสที่จะได้เลือกโทนเสียงของไม้หน้านั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้เสียงเปลี่ยนไปในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมมั่นใจว่ามันมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และคุณควรจะใส่ใจกับมันอย่างจริงจัง

JOHN GREVEN : มันขึ้นอยู่กับแต่ละคน กีต้าร์มาร์ตินที่ร้านสักแห่งอาจเพียงพอกับใครบางคน และเหมาะมากขึ้น กับดนตรีบางประเภท แต่หากคุณมีโอกาสได้ทดลองกีต้าร์มากมาย คุณจะมีความต้องการบางสิ่งบางอย่างเพิ่มมากขึ้น มากกว่ากีต้าร์ตัวปัจจุบันของคุณ คุณสามารถใส่ความเป็นตัวคุณลงไป ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้กับกีต้าร์ที่มาจากโรงงาน และในที่สุดมันก็คือตัวตนของคุณนั่นเอง

MIKE DOOLIN : มันเป็นคำถามที่มีเหตุมีผลมาก ผมอยากจะบอกว่ายุคนี้เป็นยุคของของดี ของถูก ลองไปที่ร้านแล้วหยิบกีต้าร์ราคา $250 มันเล่นได้เลย แถมเสียงก็ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะหากมองกลับไปเมื่อยุค '70s คุณคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ และที่ผมนำเสนอคือการทำ double cutaway ซึ่งมีเพียงคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และนั่นก็เป็นเหตุผลเดียว ที่พวกเค้ามาหาผม และลูกค้าอีกครึ่งหนึ่งที่รออยู่ก็มาจาก Harp guitar ซึ่งก็มีไม่มากที่นักที่สามารถทำให้ได้

BILL TIPPIN : การร่วมงานกับช่างทำรายเล็กๆนั้น คือหนทางที่จะคววบคุมความสร้างสรรค์ในเสียงที่ต้องการ แน่นอนคุณไม่สามารถผลิตของดีๆ ในสายการผลิตปริมาณมากๆได้ ถึงแม้จะเป็นโรงงานที่ดีมากๆก็ยังมีความแตกต่างให้เห็น บางชิ้นก็ดีกว่าอีกหลายๆชิ้น หรือ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่อาจจะดีก็ได้ แต่คุณก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณจะได้ออกมา โดยทั่วๆไป ลูกค้าส่วนใหญ่ มักรู้สึกถึงความคุ้มค่าจากรายละเอียดที่แตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

บทความจาก Acoustic Guitar Magazine / แปลโดย คุณวิบูลย์